กองทุนฟื้นฟูฯเดินหน้าเปิดประมูลหุ้นนครหลวงไทยกลางเดือน ธ.ค.นี่ สั่งที่ปรึกษาร่อนข้อเสนอไปยังสถาบันการเงินที่สนใจทั่วโลก ก่อนคัดรอบแรกทำประเมินสินทรัพย์ และหนี้สิน ก่อนเปิดประมูลรอบสุดท้ายสิ้นเดือน ม.ค.
เมื่อวันที่ 25 พ.ย.นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายจัดการกองทุน ในฐานะผู้จัดการกองทุนฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กล่าวว่า คณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูฯ อนุมัติแผนกลยุทธ์การเสนอขายหุ้น ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) โดยให้เปิดประมูลขายหุ้นธนาคารนครหลวงไทย ที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯถืออยู่47.58% หรือ 1,005,330,950 หุ้น ให้กับนักลงทุนกลยุทธ์ที่มีความเหมาะสม ทั้งในด้านคุณสมบัติที่สามารถเข้ามาบริหารงานธนาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความรู้ และนวัตกรรมใหม่ที่ดีสำหรับนครหลวงไทย โดยวานนี้ (25พ.ย.) ทางบริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน จะส่งเอกสารเชิญชวนให้ผู้สนใจร่วมประมูล ทั้งสถาบันการเงิน และไม่ใช่สถาบันการเงินทั่วโลก และจะเปิดประมูลราคารอบแรกในกลางเดือนธ.ค.ที่จะถึงนี้ หลังจากนั้นจะมีกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สนใจเข้าเป็นพันธมิตร รวมทั้งแผนกลยุทธ์ที่จะเข้ามาพัฒนา และนำนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ มาให้นครหลวงไทยเจริญเติบโตขึ้น ในที่นี้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นสถาบันการเงิน แต่ถ้าไม่ใช่สถาบันการเงิน จะต้องมีแผนที่ดีที่จะสามารถพานครหลวงไทยเติบโตต่อไปได้ เพราะตามแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ฉบับที่ 2 ของ ธปท.คือการสร้างความเข้มแข็ง และแข่งขันได้ให้กับธนาคารพาณิชย์
“เมื่อคัดเลือกรอบแรกได้แล้ว จะประกาศผู้เข้ารอบจำวนหนึ่งเพื่อให้เข้าไปดำเนินการประเมินสินทรัพย์ และหนี้สินของธนาคารนครหลวงไทยอย่างละเอียด ประมาณ 5-6 สัปดาห์ ก่อนที่จะให้เสนอราคาขั้นสุดท้ายภายในเดือน ม.ค.2553 หลังจากนั้น จะเป็นช่วงเจรจาเพื่อต่อรองราคาและความน่าเชื่อถือของแผนเป็นครั้งสุดท้าย ประมาณ 1-2 เดือนคาดว่ากระบวนการขายนครหลวงไทยจะเสร็จทั้งหมดภายในไตรมาสแรกของปีหน้า” นางทองอุไร กล่าว
ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ กล่าวต่อว่า คุณสมบัติ และความเป็นไปได้ของแผนถือเป็นประเด็นแรกที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะพิจารณา เพราะจะเป็นขายทั้งหมดให้กับนักลงทุนรายเดียว แต่ราคาก็ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ต้องบอกไว้เลยว่า เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหาซื้อของถูก เพราะไม่ใช่เวลาขายของถูกแต่เป็นการขายของดี ดังนั้น อย่ามาคิดจะกดราคาหุ้นนครหลวงไทย เพราะฐานะของธนาคารนครหลวงไทยในขณะนี้มั่นคงมาก กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯคงไม่ยอมขาย และไม่มีเกณฑ์ใดๆบังคับให้ต้องรีบขาย ดังนั้น หากราคาที่เสนอมาต่ำเกินไป กองทุนเพื่อการฟื้นฟูก็สามารถที่จะไม่ขายหุ้นได้ โดยในครั้งที่ขายหุ้นไทยธนาคาร เราได้กำไร 2.9 เท่าของราคาตามบัญชี
วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
วันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
เทือกยัน'แม้ว'จับมือฮุนเซนป่วน ไม่เป็นเหตุยุบสภา
รัฐบาลทบทวนความช่วยเหลือโครงการเงินกู้สร้างถนนเขมร ยันไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน แม้ “ฮุน เซน” ตัดสินนโยบายผิด อัด “แม้ว” ต้นเหตุปัญหาความขัดแย้งไทย –กัมพูชา ระบุฝ่ายความมั่นคงเตรียมพร้อมตลอด เผยไม่พบอาวุธหนัก-เกณฑ์กองกำลังตามแนวชายแดน วันนี้( 12 พ.ย.)นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติว่า การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ส่งสัญาณว่า รัฐบาลไทยจะไปพินอบพิเทากัมพูชา แต่ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า สิ่งที่กัมพูชาทำไม่ถูกต้อง ไม่เป็นไปตามข้อตกลงที่มีต่อกัน และไม่เป็นตามหลักสากลระหว่างประเทศ การประชุมครั้งนี้เป็นการประเมินตามปกติ เพื่อรักษาความเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นจุดยืนของรัฐบาล แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นไทยไม่ได้เป็นคนสร้างปัญหา ทางกัมพูชาเป็นคนสร้าง โดยร่วมมือกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีความจำเป็นต้องปกป้องผลประโยชน์และศักดิ์ศรีของประเทศ ที่สำคัญนายกรัฐมนตรีกัมพูชาวิพากษ์วิจารณ์จนส่งผลลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในประเทศ โดยเราไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการในกัมพูชา ส่วนกรณีกัมพูชายืนยันไม่ส่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้ประเทศไทยนั้นเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศจะ เป็นผู้ดำเนินการต่อไป ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการทบทวนความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีพูดชัดเจนว่า จะไม่ดำเนินการอะไรที่ส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่กังวลว่า จะส่งผลความรุนแรงตามแนวชายแดน รัฐบาลให้ความมั่นใจกับประชาชนได้ว่าได้ดูแลความเรียบร้อยทุกอย่าง ซึ่ง รมว.กลาโหม เพิ่งกลับจาการตรวจชายแดนมา ทั้งนี้ไม่มีการรายงานเรื่องอาวุธหนักที่กัมพูชาขนขึ้นไปบริเวณชายแดน จึงไม่มีอะไรน่ากังวลใจ การปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยไม่มีอะไรกังวลใจ รัฐบาลประชุมความพร้อมเสมอ และยังไม่ได้รับรายงานว่ามีการขนกำลังติดอาวุธมาปะชิดตามแนวชายแดน เมื่อถามว่า จะมีการทบทวนโครงการช่วยเหลือรัฐบาลกัมพูชา โดยเฉพาะการก่อสร้างถนนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า รัฐบาลจะระมัดระวังไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชน แม้ว่าผู้นำของกัมพชาจะตัดสินใจที่ผิดพลาดไม่ควรลงโทษประชาชน ไม่ควรทำให้เขาเดือดร้อน แต่จะมีประมาณ 2 โครงการเกี่ยวกับการก่อสร้างถนนที่กัมพูชากู้เงินประเทศไทยในอัตราผ่อนปรน 1,400 ล้านบาท ซึ่ง ครม.ได้อนุมัติหลายเดือนไปแล้วโครงการนี้จึงอาจจะไม่ราบรื่น และรัฐบาลเคยให้เงินกู้กัมพูชาก่อสร้างถนนสายหนึ่งและล่าสุดกัมพูชาของบประมาณเพิ่มเติม 31 ล้านบาท ซึ่ง ครม.ยังไม่ได้อนุมัติ กรณีนี้คงไม่ต้องพิจารณาแล้ว ส่วนโครงการก่อสร้างถนนสาย 68 ช่องจอมกัมพูชา ยังไม่ต้องทบทวน แต่เชื่อว่าโครงการนี้คงเดินต่อไปไม่ราบเรียบ หน่วยงานความมั่นคงได้ประเมินหรือไม่ว่า หลังพ.ต.ท.ทักษิณ ออกจากกัมพูชาแล้วสถานการณ์จะดีขึ้น ต่อข้อถามว่า เป้าหมายการเคลื่อนไหวของกัมพูชากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยกระดับการต่อสู้เพื่อต้องการให้รัฐบาลยุบสภา นายสุเทพ กล่าวว่า กัมพูชาไม่มีสิทธิมาทำอะไรที่มีผลต่อการเมืองภายในประเทศ เพราะเป็นเรื่องภายในของไทย ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ มีเป้าหมายชัดเจนไม่ว่าจะอยู่ที่ดูไบหรือกัมพูชา ก็สั่งการสมุนบริวารดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่อยากให้สมุนและบริวาร หันกลับไปดูว่า วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำเพื่อชาติหรือผลประโยชน์ของตัวเอง แต่ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่นำไปสู่การยุบสภา แม้ว่าจะมีการเคลื่อนไหวป่วนในสภา นอกสภา และตามแนวชายแดน จะไม่มีผลต่อการยุบสภาอย่างแน่นอน.
วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
'โทลล์เวย์'โขกอีก ขึ้น30บาท เป็น85เริ่ม22ธ.ค.
โสภณปล่อยตามเลยให้เป็นไปตามสัญญา คนใช้เส้นทางโทลล์เวย์ เตรียม กระเป๋าแหกปลายปี ด้านทางหลวงเตรียมเจรจาขอลดราคาช่วยผู้ใช้ทาง ขณะที่ธนาคารออมสินดี๊ด๊าเห็นด้วย เพราะจะได้มีเงินมาใช้หนี้มากขึ้น ...นับเป็นกรรมของคนไทยในยุคนี้ ที่มีแต่ควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม ในขณะที่รายได้ที่ไหลเข้ามาไม่สมดุลกับรายจ่าย ล่าสุดถึงคิวผู้ใช้เส้นทางโทลล์เวย์ต้องกระอักเลือดแน่ เมื่อนายวีระ เรืองสุขศรีวงศ์ อธิบดีกรมทางหลวง ในฐานะกรมทางหลวงเป็นคู่สัญญากับบริษัททางยกระดับดอนเมือง จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารทางยกระดับอัตราภิมุข (ดอนเมืองโทลล์เวย์) เปิดเผยถึงกรณีดอนเมืองโทลล์เวย์ เตรียมปรับขึ้นราคาค่าผ่านทางโทลล์เวย์ทั้งเส้นจาก 55 บาท เป็น 85 บาท ในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ โดยนายวีระเปิดเผย เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ว่า ยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาของดอนเมืองโทลล์เวย์ครั้งนี้ เป็นอัตราที่สูงมากจาก 55 บาท เป็น 85 บาท เป็นไปตามสัญญาสัมปทานที่ได้ลงนามขยายอายุสัมปทาน 27 ปี ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 50 การปรับขึ้นราคาครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้ทางอย่างมาก เร็วๆนี้จะเรียกผู้บริหารโทลล์เวย์มาหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ใช้ทาง อาจเจรจาขอชะลอการปรับราคา หรือลดสัดส่วนการปรับราคา โดยจะยึดหลักตามสัญญาตามสัมปทาน เพื่อป้องกันปัญหาการฟ้องร้อง ซึ่งจะได้ข้อสรุปก่อนวันที่ 22 ธ.ค.นี้แน่นอนนายวีระกล่าวว่า สำหรับการปรับขึ้นราคาครั้งนี้ ทำให้อัตราค่าผ่านทางใหม่ (ขาออก) ในด่านช่วงดินแดง-ดอนเมืองจากเดิมรถ 4 ล้อ 35 บาท ปรับขึ้นเป็น 60 บาท ขณะที่รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 65 บาท เป็น 90 บาท ช่วงที่ 2 จากดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ จาก 20 บาท เป็น 25 บาท ขณะที่รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 30 บาท เป็น 35 บาท ทำให้ตลอดทั้งเส้นทางขาออก รถ 4 ล้อ ปรับขึ้นราคาจาก 55 บาท เป็น 85 บาท ขณะที่รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 95 บาท เป็น 125 บาท หรือปรับขึ้นราคา 30 บาท ส่วนอัตราค่าผ่านทางใหม่ (ขาเข้า) ช่วงอนุสรณ์สถาน-ดินแดง รถ 4 ล้อ จาก 55 บาท เป็น 85 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 95 บาท เป็น 125 บาท ส่วนช่วงดอนเมือง-ดินแดง รถ 4 ล้อจาก 35 บาท เป็น 60 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 65 บาท เป็น 90 บาท อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา กรมฯได้หารือร่วมกับผู้บริหารโทลล์เวย์ ซึ่งได้หยิบยกปัญหาการปรับขึ้นราคาในอัตราที่สูง จะกระทบกับปริมาณผู้ใช้ทางแล้ว แต่ ผู้บริหารดอนเมืองโทลล์เวย์ยืนยันว่า จะปรับราคาดังกล่าว เพราะเป็นไปตามสัญญาสัมปทาน และไม่ได้ปรับขึ้นราคามา 2 ปี นับตั้งแต่ปี 50 กรมฯจึงได้สั่งการให้ดอนเมืองโทลล์เวย์ไปประกาศให้ผู้ใช้ทางรับทราบ เนื่องจากตามขั้นตอนการปรับขึ้นราคาทางดอนเมืองโทลล์เวย์ สามารถปรับขึ้นได้ตามสัญญาสัมปทานได้เลยขณะที่นายสมบัติ พานิชชีวะ ประธานกรรมการบริหารดอนเมืองโทลล์เวย์กล่าวว่า บริษัทยืนยันปรับขึ้นราคาวันที่ 22 ธ.ค.นี้แน่นอน และได้ทยอยประชาสัมพันธ์ ให้ผู้ใช้ทางทราบแล้ว ยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาครั้งนี้จะทำให้ผู้ใช้ทางลดลง เนื่องจากการปรับขึ้นมีสัดส่วนสูง โดยปัจจุบันดอนเมืองโทลล์เวย์มีผู้ใช้ทางเฉลี่ยวันละ 80,000 คัน เมื่อปรับขึ้นจะมีการประเมินผลกระทบอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าราคาค่าผ่านทางขณะนี้เมื่อเปรียบเทียบกับราคาค่าผ่านทางทางด่วนขั้นที่ 1 และ 2 ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ก็ไม่ได้สูงเกินไป ส่วนกรณีที่กรมฯ จะขอเจรจาให้ชะลอการปรับราคา หรือลดสัดส่วนขึ้นค่าผ่านทางนั้น ยอมรับว่าสนใจแนวทางที่จะขยายอายุสัมปทาน เพื่อแลกกับชะลอการขึ้นค่าผ่านทางครั้งนี้ แต่จะขอรอพิจารณาข้อเสนอของกรมทางหลวงอีกครั้งด้านนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า หากดอนเมืองโทลล์เวย์จะปรับราคาค่าผ่านทางในวันที่ 22 ธ.ค.นี้ ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามสัญญาสัมปทาน เพราะหากภาครัฐไม่เห็นด้วยที่จะให้ปรับราคา หรือมีมติชะลอการปรับค่าผ่านทาง ก็อาจจะมีปัญหาการฟ้องร้องในภายหลังได้ ส่วนการที่หลายฝ่ายมีความเป็นห่วงว่า หากปรับราคาแล้ว จะทำให้ผู้ใช้ทางลดลงนั้น ก็ต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของโทลล์เวย์ เพราะถือว่าเอกชนต้องรับความเสี่ยง ทางด้านการตลาดของปริมาณผู้โดยสารที่จะมาใช้งานลดลงด้วยผู้สื่อข่าวรายงานว่า อัตราค่าผ่านทางตามอายุสัมปทาน 27 ปี หากมีการปรับขึ้นราคาครั้งนี้แล้ว ต่อไปจะมีการปรับขึ้นราคาทุกๆ 5 ปี จนกว่าจะหมดอายุสัมปทานในวันที่ 12 ก.ย. 77 โดยขึ้นราคาครั้งนี้แล้ว จะปรับขึ้นอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. 57 ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ จาก 60 บาท เป็น 70 บาท รถมากกว่า 4 ล้อจาก 90 บาทเป็น 100 บาท ช่วงดอนเมือง- อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อจาก 25 บาท เป็น 30 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 35 บาท เป็น 40 บาท และจะปรับขึ้นอีกครั้งในอีก 5 ปี หรือในวันที่ 22 ธ.ค. 62 ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ จาก 70 บาท เป็น 80 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 100 บาท เป็น 110 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน จาก 30 บาท เป็น 35 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 40 บาท เป็น 45 บาท และจะปรับขึ้นราคาอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. 67 ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ จาก 80 บาท เป็น 90 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 110 บาท เป็น 120 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ จาก 35 บาท เป็น 40 บาท รถมากว่า 4 ล้อ จาก 45 บาท เป็น 50 บาท และปรับขึ้นราคาอีกครั้งในวันที่ 22 ธ.ค. 72 จนสิ้นสุดอายุสัมปทาน ช่วงดินแดง-ดอนเมือง รถ 4 ล้อ จาก 90 บาท เป็น 100 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 120 บาท เป็น 130 บาท ช่วงดอนเมือง-อนุสรณ์สถาน รถ 4 ล้อ จาก 40 บาท เป็น 45 บาท รถมากกว่า 4 ล้อ จาก 50 บาท เป็น 55 บาทนายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสินกล่าวว่า การพิจารณาปรับราคาค่าผ่านทางของดอนเมืองโทลล์เวย์ เป็นอำนาจของบริษัทในการสั่งดำเนินการ ในส่วนของธนาคารในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีอำนาจในการเข้าไปสั่งการใดๆ แต่ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมา สภาพคล่องทางการเงินของบริษัทดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่แล้ว จากเดิมรายได้ของบริษัทเฉลี่ยประมาณ 2 ล้านบาทต่อวัน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4 ล้านบาท ทำให้เจ้าหนี้รู้สึกสบายใจ เพราะมีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งรายได้ดังกล่าวเอามาใช้หนี้ที่ติดค้างกับธนาคาร ปัจจุบันธนาคารออมสินได้ปล่อยสินเชื่อเป็นเงิน 4,000 ล้านบาท และจัดเป็นลูกหนี้ชั้นดี หลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างหนี้มาแล้ว
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
"จ๊ะเอ๋...โกยแล้วจ้า" เปิดรอบปฐมฮา
เปิดตัวรอบปฐมฮาให้แฟนๆได้เบิกบานถ้วนหน้าไปแล้วสำหรับหนังตลกผสมดราม่าและผีสาวแสนสวย จ๊ะเอ๋...โกยแล้วจ้า ค่าย ดิ แอ๊คชั่น โดยฝีมือของ 4 หนุ่มผู้กำกับหนุ่มในนาม แอ๊คชั่น กรุ๊ป ณ โรงภาพยนตร์เอสเอฟเอ็กซ์ ชั้น 6 เซ็นทรัลลาดพร้าว วันก่อน ท่ามกลางความสนุกสดใสเร้าใจกับลีลาแดนซ์ของบรรดาผีสาวสุดเซ็กซี่
แจ๊คกี้' พลิกบทร้ายลึกฆ่าไม่เลือกหน้า
พลิกมารับบทร้ายครั้งแรกในภาพยนตร์ สวย...ซามูไร ของผู้กำกับ มานพ อุดมเดช ค่าย สหมงคลฟิล์ม ดาราสาวหน้าหวาน แจ๊คกี้ อภิธนานนท์ เผยเล่นฉากแอ๊กชั่นยังง่ายกว่าฉากอารมณ์เยอะเพราะต้องแสดงความโหดผ่านทางสายตา "เรื่องนี้แจ๊คกี้ก็จะรับบทเป็นแคลร์ หัวหน้าสายลับในองค์กรซีไอเอของอเมริกาที่เข้ามาปฏิบัติภารกิจและสืบราชการลับที่เมืองไทย ร้ายมากๆ ฆ่าได้ทุกคนถ้าเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา ไม่สนใจว่าคนนั้นจะเป็นเพื่อนที่เคยร่วมงานหรือรู้จักกันมาก่อนหรือไม่ เป็นครั้งแรกเลยค่ะ เรื่องนี้เปลี่ยนมาอีกแนวหนึ่งเลย ได้เล่นแอ๊กชั่น ขึ้นสลิง สนุกมาก คุณอามานพก็เป็นมืออาชีพมาก ต้องเรียกมาทำเวิร์กช็อปก่อนทุกครั้งทุกซีน ถ้าไม่ได้มาด้วยตัวก็จะต้องโทรศัพท์บรีฟตลอดว่าจะต้องทำอะไร ตัวละครตัวนี้จะเป็นคนที่โหดทางสายตา ไม่ต้องพูดอะไรมาก คุณอาบอกให้ทำเสียงต่ำแล้วก็ฆ่าคนทั้งเรื่องเลย (หัวเราะ) จริงๆ ฉากแอ๊กชั่นไม่ยากเท่าไหร่นะ จะยากตอนแสดงฉากอารมณ์มากกว่า ฉากที่คุณอามานพให้ส่งสายตามองกล้องแล้วก็เห็นเป็นกุนจาแล้วเพ่งเข้าไปแล้วหน้าเหมือนยิ้มๆ นั่นแหละยากมาก ให้มองแล้วให้หน้าดุ ก็ยากพอตัวเลย ส่วนฉากแอ๊กชั่นจะสนุกมากกว่าเพราะเหมือนได้ปลดปล่อยไปในตัวด้วยก็อยากให้ทุกคนมาดูหนังบู๊แอ๊กชั่นฝีมือคนไทยระดับฮอลลีวู้ดจริงๆ รับรองบู๊แอ๊กชั่นเรื่องนี้สนุกมาก ไม่อยากให้พลาดกันค่ะ"
ป้ายกำกับ:
แจ๊คกี้' พลิกบทร้ายลึกฆ่าไม่เลือกหน้า
'คริส ไวซ์' ท้าจับตาฉากหมาป่าปะทะแวมไพร์
ใกล้ถึงเวลาหนังที่คนทั้งโลกรอคอย THE TWILIGHT SAGA : NEW MOON แวมไพร์ ทไวไลท์ 2 ค่าย มงคลเมเจอร์ ลงโรงฉายแล้ว และการกลับมาครั้งนี้แฟนๆชาวไทยจะได้ชมก่อนใครในโลกอีกด้วย งานนี้ผู้กำกับ คริส ไวซ์ การันตีความยิ่งใหญ่ด้วยการใช้ทีมสเปเชียลเอฟเฟ็กต์ระดับเทพผู้ทำเทคนิคให้กับหนัง X-men-wolverine (เอ็กซ์เมน วูลฟ์เวอรีน) ช่วยสร้างฉากแปลงร่างของกลุ่มทีมหมาป่าให้สมจริงและตื่นตาตื่นใจ โดยเฉพาะฉากปะทะกันระหว่างหมาป่าและแวมไพ
ป้ายกำกับ:
'คริส ไวซ์' ท้าจับตาฉากหมาป่าปะทะแวมไพร์
'ศิลปิน' ตบเท้าโชว์มันแฟตเฟสฯ
จัดมหกรรม "อีนี่ แฟน เฟส นะจ๊ะ นายจ๋า" หรือ แฟต เฟสติวัล ครั้งที่ 9 งานประจำปีของเด็กแนว ครั้งนี้คลื่น 104.5 แฟตเรดิโอ โต โต มัน มัน ชวนแฟนๆมามันกับคอนเซปต์ "ทุกโชว์ต้องมีแขก" 7-8 พ.ย.นี้ เที่ยงวันยันเที่ยงคืน ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2-3 เมืองทองธานี ซึ่ง บุรินทร์ วง กรู๊ฟไรเดอร์ส เผยว่า "แน่นอนปีนี้มีความพิเศษมากขึ้นกว่าทุกปี เป็น 9 ปีทองของคลื่นแฟต ความมันจากการแสดงภารตะคอนเสิร์ตของศิลปินทั่วฟ้าเมืองไทย 5 เวทียักษ์ การแสดงสดบนเวทีมะจาเร่, เวทีฮัทช้า, เวทีรามซิงค์, และเวทีฮาเร็ม บัตรราคา 299 บาท เข้างานได้ 2 วัน พร้อมรับซีดีแฟตโค้ด 9 ศิลปินมาร่วมร้องเพลงกันแบบเฉพาะกิจด้วย".
'ไอวี่' มีความสุข หลังหวนจับไมค์อีกครั้ง
ปาร์คอึนเฮ เผยหมดเปลือกชีวิตช่วง2ปีที่ผ่านมา ต้องหลบข่าวฉาว แต่เธอบอกว่ามีความสุข และโล่งออกที่ได้หวนจับไมค์อีกครั้ง ในซิงเกิลที่3 "I Be" ...ปาร์คอึนเฮ (Park Eun Hye) นักร้องสาวไอวี่ วัย 27 ปี เผยหลังจากหายหน้าไปนานถึง 2 ปี หวนจับไมค์เปิดตัวอัลบั้มเพลงใหม่ ว่า เธอรู้สึกโล่งอกและมีความสุขมากที่ได้ร้องเพลงบนเวทีอีกครั้ง ในเพลง"Temptation Sonata" ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปี 2007 ช่วยผลักดันให้เธอเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย แต่ในปีถัดมากลับต้องเจอบททดสอบที่แสนสาหัสเมื่อแฟนเก่าขู่ว่าจะเปิดเผยคลิปวิดีโอลับที่ทั้งคู่อยู่ด้วยกันไอวี่เริ่มต้นชีวิตในวงการเมื่อปี 2005 และกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ภายใน 2 ปี แต่ในช่วงที่หยุดพักไปนั้น เธอต้องเจอกับปัญหาเรื่องแฟนเก่าที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก อย่างไรก็ตามแฟนเพลงหลายคนยังคงตั้งหน้าตั้งตารอคอยการกลับมาของเธอ เนื่องจากมีนักร้องสาวในวงการไม่กี่คน ที่จะร้องและเต้นได้เก่งเท่าหลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ซิงเกิลที่ 3 ของไอวี่ "I Be" ก็ถูกปล่อยออกมาให้แฟนๆได้ฟัง ซึ่งนักร้องสาวพราวเสน่ห์บอกว่า เธอไม่สามารถเล่าถึงเหตุการณ์ช่วงที่หยุดพักไปโดยที่ไม่ร้องไห้ เธอบอกเพียงว่า เธอประหลาดใจมากที่เธอตกเป็นข่าว และบุคลิกที่เป็นคนเจ้าอารมณ์ทำให้เธอรู้สึกเจ็บปวดได้ง่าย ซึ่งช่วง2 ปีที่ผ่านมาเธอใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติทั่วไป ทั้งยังรู้สึกหวาดกลัวผู้คนจนใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง เธอเคยชีวิตว่าเธอหลักแหลมพอ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ส่วนเหตุผลที่ไอวี่ต้องการรับผิดชอบต่อการเป็นคนของสังคมของเธอ เนื่องมาจากเธอเคยรู้สึกว่ามันเป็นความต้องการของพระเจ้าที่เธอไม่ควรเป็นนักร้อง และควรใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิงธรรมดา แต่ไอวี่รู้สึกว่าเธอต้องการจับไมค์อีกครั้งและร้องเพลงให้แฟนเพลงฟัง เพื่อให้พวกเขาจดจำเธอได้ไอวี่ทิ้งท้ายว่าแต่ละอัลบั้มของเธอมีเรื่องราวอยู่ในนั้น โดยอัลบั้มเปิดตัวของเธอเป็นตัวแทนของความสำเร็จที่เธอได้ทำตามความฝันในการเป็นนักร้อง หลังจากการฝึกซ้อมอันยาวนาน ขณะที่อัลบั้มที่ 2 แสดงถึงชื่อเสียงอันโด่งดังของไอวี่ ส่วนอัลบั้มล่าสุดช่วยให้เธอเอาชนะอุปสรรคและกลับมายืนบนเวทีได้อีกครั้ง ซึ่งเป็นอัลบั้มที่พิเศษที่สุดของเจ้าตัว
ป้ายกำกับ:
'ไอวี่' มีความสุข หลังหวนจับไมค์อีกครั้ง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)